กรการ (นามปากกา) นวนิยาย เรื่องคัมภีร์ล่ามนุษย์หลุดโลก ตอน 1 เทพธิดาต้นไทร
ในโลกแห่งอาถรรพ์ที่ถูกควบคุมด้วยเวทมนตร์ของพราหมณ์โฆษกะซึ่งมีอายุกว่าสองพันปี
พราหมณ์ผู้นี้ได้คิดหาวิธีที่จะทำให้ตนเป็นอมตะตลอดกาล แต่ก็ไม่สามารถทำได้
จึงไปเห็นสิ่งหนึ่งที่มีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยม สีดำปนน้ำตาล
ซึ่งส่งแสงเปล่งประกายแวววับออกมาจากต้นไทรที่เก่าแก่ต้นหนึ่ง
และแสงสว่างนั้นจึงสะท้อนมายังตาของเขา
จากนั้นพราหมณ์ก็มุ่งหน้าเดินตรงไปอย่างรวดเร็ว
จึงพบคัมภีร์เล่มหนึ่งที่เขียนบนหน้าปกว่า “อมตะอาถรรพ์” เมื่อพราหมณ์หยิบขึ้นมาไว้ตรงหน้าของตน
ก็ใช้มือลูบฝุ่นที่จับอยู่บนหน้าปกคัมภีร์
ในขณะนั้นสายลมก็ปลิวมาจากฝั่งทิศตะวันออก
ทำให้ใบของต้นไทรปลิวฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ
คัมภีร์อมตะอาถรรพ์จึงเปิดขึ้นทีละหน้า
พราหมณ์โฆษกะก็ตกตะลึงกับความมหัศจรรย์ของคัมภีร์เล่มนี้ เมื่อเปิดไปเรื่อย ๆ
สายลมโชยหายไปคัมภีร์ก็เปิดขึ้นในหน้าที่ 1999 เป็นตัวหนังสือภาษาสันสกฤตว่า
“อมตะ” และก็มีรูปของหญิงสาวเทพธิดาปรากฏอยู่
มีหน้าตาที่สวยงามราวกับนางฟ้านางสวรรค์
เมื่อพราหมณ์โฆษกะเห็นเช่นนี้จึงสามารถรู้ได้ทันทีว่านี้คือคัมภีร์ที่เขากำลังตามหาอยู่
เพราะคัมภีร์เล่มนี้บรรพบุรุษเขาได้สร้างขึ้นมา
พราหมณ์โฆษกะจึงอ่านคัมภีร์อมตะอาถรรพ์โดยมีข้อความว่า
“ล่าชีวิตมนุษย์เป็นพลังมหาศาลสามารถเป็นอมตะตลอดกาล” พราหมณ์โฆษกะ ก็เลยคิดว่าตนจะทำอย่างไรจึงจะล่ามนุษย์ได้
“ข้าต้องใช้วิธีใดจึงจะได้ตัวมนุษย์มาสังเวย”
และจากนั้นพราหมณ์โฆษกะจึงนึกถึงเวทมนตร์คาถาชุบชีวิตที่ตนไปร่ำเรียนมาจนแก่กล้า
“แล้วข้าจะชุบชีวิตใครขึ้นมาเพื่อที่จะไปล่ามนุษย์มาให้แก่ข้า”
ทันใดนั้นจึงเหลียบไปเห็นหญิงสาวในคัมภีร์ แล้วพูดขึ้นว่า
“ข้าต้องเอาหญิงสาวผู้นี้มาเป็นคนล่ามนุษย์ เพื่อที่ข้าจะเป็นอมตะ” พราหมณ์โฆษกะหัวเราะด้วยความพอใจที่ตนจะเป็นอมตะไปตลอดกาล
เมื่อถึงวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ วันที่พระจันทร์เต็มดวงมีแสงสว่างไปทั่วท้องฟ้าแต่มีเมฆดำปกคลุมอยู่
พราหมณ์โฆษกะได้เตรียมที่จะทำพิธีชุบชีวิตหญิงสาวขึ้นมาจากคัมภีร์อมตะอาถรรพ์
พราหมณ์โฆษกะได้ทำพิธีที่หน้าอาศรมของตนรอเวลาที่สมควรจนมาถึงเที่ยงคืนของวันเพ็ญขึ้น
15 ค่ำ ก็เปิดคัมภีร์อาถรรพ์ไว้ที่หน้า
1999
จากนั้นพราหมณ์โฆษกะได้ท่องคาถา
“นารีโมยะยัมตังอะลังไรมิ ชุบปูมะยามะนิติยัง ปะจังตังมามะยัมตี”
เมื่อบทนี้จบไปแสงประกายสีแดงจ้าก็ปรากฏมาจากคัมภีร์สายตาของพราหมณ์โฆษกะก็จ้องมองหญิงสาวในรูปภาพ
แสงสีแดงลอยมาเป็นสายทางยาวมีควันสีขาวปะปนออกมา
เมื่อควันและแสงหายไปก็ปรากฏเป็นหญิงสาวเทพธิดาตัวน้อย ๆ ที่มีผิวขาว น่ารัก สดใส
ยืนยิ้มหวานให้กับพราหมณ์โฆษกะ
พราหมณ์โฆษกะ จึงเรียกหญิงสาวเทพธิดาเข้ามาหาตน
“เจ้าเดินเข้ามาหาข้าสิ” หญิงสาวก็ค่อย ๆ
เดินเข้ามาอย่างสงบเสงี่ยมเกรงกลัว พราหมณ์โฆษกะจึงใช้มือลูบที่ศีรษะของเธอและพูดขึ้นว่า
“ข้าจะให้เจ้าชื่อว่าอะไรดีนะ”หญิงสาวก็หลับตาพริบ ๆ
ใส่พราหมณ์โฆษกะ
พราหมณ์โฆษกะ “ข้าจะให้เจ้ามีนามว่า
วัลล์ลลี ซึ่งแปลว่าความแข็งแกร่ง นะเจ้าสาวน้อย”
เจ้าจะได้มีพลังที่แข็งแกร่งต่อสู้กับมนุษย์ได้
แต่เธอก็ยังไม่รู้ถึงแผนการร้ายของพราหมณ์ที่สร้างเธอขึ้นมาเพื่อล่ามนุษย์
ด้วยความไร้เดียงสาของวัลล์ลลี ทำให้พราหมณ์โฆษกะ
เอ็นดูและรักนางดั่งกับเป็นลูกของตน คอยเลี้ยงดู อบรมสั่งสอนวิชาความรู้
เวทมนตร์คาถาให้แก่เธอ
และมีอสูรซึ่งเป็นบริวารของพราหมณ์โฆษกะ คอยช่วยดูแลวัลล์ลลีและเป็นเพื่อนเล่นเวลาพราหมณ์โฆษกะไม่อยู่
ทั้งสองจะสนิทชิดเชื่อกันเหมือนกับพี่น้อง ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
วัลล์ลลีเป็นหญิงสาวเทพธิดาที่อาศัยอยู่ในต้นไทรซึ่งเป็นที่พบคัมภีร์
“อมตะอาถรรพ์” เล่มนั้น
ต้นไทรเก่าแก่ต้นนั้นจะไม่มีใครสามารถเข้าไปได้ เพราะกฎห้ามของคัมภีร์
แม้แต่พราหมณ์โฆษกะก็เข้าไปไม่ได้
เมื่อเวลาผ่านไป 20 ปี เทพธิดาวัลล์ลลีก็เติบโตขึ้น เป็นเทพธิดาแสนสวย ผิวขาวผ่องเป็นยองใย
รูปร่างสมส่วน มีสายตาที่หวานและแหลมคม สวยราวกับนางฟ้า
จนทำให้อสูรซึ่งเป็นพี่ที่เติบโตมาด้วยกัน หลงรักเธอ แต่ความไร้เดียงสาของวัลล์ลลี
จึงไม่สนใจเรื่องนี้
พราหมณ์โฆษกะ บอกให้อสูรไปตามวัลล์ลลีมาพบที่อาศรม
“อสูรเจ้าอยู่ข้างนอกอาศรมใช่ไหมไปตามวัลล์ลลีมาพบข้าหน่อย”
“ได้ขอรับพระอาจารย์”
เมื่ออสูรไปถึงต้นไทรก็ร้องเรียกวัลล์ลลี
“วัลล์ลลีเจ้าอยู่ในต้นไทรใช่ไหม”
“มีอะไรหรือเปล่าพี่อสูร”
“พระอาจารย์ให้เจ้าไปพบที่อาศรม”
“เดี๋ยวข้าตามไปนะพี่อสูร”
จากนั้นอสูรก็กลับมายังอาศรม
แต่ตนก็สงสัยว่าทำไหมพระอาจารย์จึงให้ไปเรียกวัลล์ลลีมาพบ
ต้องมีเรื่องอะไรแน่นอน
วัลล์ลลีมาถึงเอาศรมก็เข้าไปหาพราหมณ์โฆษกะ
“เรียกให้วัลล์ลลีมาหามีอะไรหรือเจ้าค่ะ พระอาจารย์”
พราหมณ์โฆษกะก็พูดขึ้นว่า
“วัลล์ลลีมันถึงเวลาของเจ้าแล้ว
ข้าจะให้เจ้าไปโลกมนุษย์เพื่อให้เจ้าหลอกล่อมนุษย์ให้อ่านคัมภีร์เล่มนี้”
พราหมณ์โฆษกะก็ยืนคัมภีร์ให้กับวัลล์ลลี
สายตาหวานคมจ้องไปยังคัมภีร์ด้วยความสงสัยว่าทำไหมถึงต้องไปหลอกล้อมนุษย์
จึงถามพราหมณ์โฆษกะกลับว่า
“พระอาจารย์ทำไมถึงให้วัลล์ลลีทำเช่นนี้”
พราหมณ์โฆษกะก็บอกว่า
“เจ้าฟังข้านะ สหัสวรรษนี้จะเป็นช่วงชีวิตสุดท้ายของข้า
ข้าต้องได้พลังจากมนุษย์จึงจะสามารถมีชีวิตต่อและทำให้ข้าเป็นอมตะได้ เจ้าจงออกไปยังโลกมนุษย์และไปหลอกล้อมนุษย์มาให้ได้”
เมื่อวัลล์ลลีเข้าใจแล้วจึงตอบตกลง
แล้วเดินออกมาจากอาศรม
จึงเดินมาอย่างครุ่นคิดจนมาถึงที่หน้าต้นไทรวิหคจึงร้องเรียกวัลล์ลลี
“วัลล์ลลีเจ้าเป็นอะไรทำไมหน้าตาเจ้าถึงเคร่งเครียดเช่นนี้”
“ก็พระอาจารย์จะให้ข้าออกไปยังโลกมนุษย์นะสิ”
“ไปทำอะไรที่นั้น มันอันตราย”
“พระอาจารย์สั่งข้าคงขัดไม่ได้นะ พี่วิหค”
วัลล์ลลีจึงเดินกุ้มหน้าเข้าไปในต้นไทร จึงบ่นพึมพำกับต้นไทร
“ต้นไทรจ้า ข้าต้องออกไปยังโลกมนุษย์ แล้วข้าจะไปอยู่ที่ไหน
จะมีที่อยู่ที่ดีแบบ ต้นไทรนี่ไหม”
จากนั้นสายลมก็พัดปลิวมาทำให้ใบและกิ่ง
ก้านสาขาต้นไทร ปลิวไสวไปด้วยความอ่อนโยน เศร้าเหงางอย
คงจะสื่อได้ว่าหญิงสาวจะต้องจากต้นไทรไปอยู่ที่อื่น เขาคงคิดถึงหญิงสาวมาก
วัลล์ลลีรู้สึกได้ถึงความรัก ความผูกพันของต้นไทร
จึงพูดขึ้นว่า
“ต้นไทร เดี๋ยวข้าก็กลับมา ข้าไปไม่นานหรอก ไม่ต้องเสียใจนะ”
จากนั้นเธอก็หลับไป
กรการ
๑๕ กันยายน ๒๕๖๐

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น