กรการ (นามปากกา) นวนิยาย เรื่องคัมภีร์ล่ามนุษย์หลุดโลก ตอน 2 คัมภีร์อมตะอาถรรพ์
คัมภีร์อมตะอาถรรพ์
วันต่อมาพราหมณ์โฆษกะได้เรียกวัลล์ลลีมาที่อาศรมอีกครั้งเพื่อที่จะบอกถึงอาถรรพ์ของคัมภีร์
ขณะที่พราหมณ์โฆษกะนั่งทำสมาธิที่หน้าอาศรมก็ได้ยินเสียงอะไรบางอย่าง
ก๊อก
ก๊อก ก๊อก !!! พราหมณ์โฆษกะพูดขึ้น
“นั้นเสียงใคร
ออกมาเดี๋ยวนี้”
แล้วเสียงนั้นก็เงียบหายไป
วัลล์ลลีจึงค่อย ๆ คลานมา
“วัลล์ลลีเองพระอาจารย์”
“อ้าว!!! มาแล้วหรือ ”
พราหมณ์โฆษกะก็ลืมตาขึ้นแล้วจ้องหน้าวัลล์ลลีจึงพูดขึ้นว่า
“ที่ข้าเรียกเจ้ามาวันนี้ ข้าจะบอกถึงอาถรรพ์ของคัมภีร์”
“เจ้าค่ะพระอาจารย์” วัลล์ลลีทำหน้าตาสงสัย
“คัมภีร์อมตะอาถรรพ์เล่มนี้ เป็นคัมภีร์บรรพบุรุษซึ่งอาถรรพ์ของคัมภีร์สามารถดูดมนุษย์เข้ามาได้
โดยถ้าใครไปเปิดอ่าน คน ๆ นั้นจะถูกดูดเข้าคัมภีร์เพียงชั่วพริบตา
และคนนั้นจะเข้ามาหาข้า ณ ที่แห่งนี้ เพื่อให้ข้าได้ทำพิธีดูดเอาพลัง
ที่สำคัญบุคคลใดที่เข้ามาแล้วไม่สามารถออกไปได้ จนกว่าข้าจะตายเท่านั้น”
วัลล์ลลีทำหน้าตาตกใจเป็นอย่างมาก และก็มองหน้าพราหมณ์โฆษกะอย่างเคร่งเครียด
“แต่คงไม่มีวันออกไปได้หรอก เพราะข้าจะต้องเป็นอมตะ”
ทันใดนั้นก็มีเสียงมาจากทางด้านหลังอาศรมดังขึ้น
แก๊ก !!! พราหมณ์โฆษกะหันหลังไปทันใดและพูดขึ้นว่า
“ใครอยู่ตรงนั้นออกมาเดี๋ยวนี้”
อสูรก็ค่อย ๆ เดินออกมาจากทางด้านหลังอาศรม
เขามาแอบฟังว่าพราหมณ์โฆษกะให้เรียกวัลล์ลลีมาทำอะไร
“เจ้าได้ยินทั้งหมดแล้วใช่ไหม”
อสูรตอบด้วยความเกรงกลัวเป็นอย่างมาก
“ใช่แล้วขอรับท่านพระอาจารย์”
พราหมณ์โฆษกะบอกอสูร
“เจ้านั่งลง”
อสูรเมื่อฟังเช่นนั้นก็ค่อย ๆ นั่งลงอย่างสงบเสี่ยง
และเริ่มคลายความเครียดออกไปบ้างเล็กน้อย จากนั้นวัลล์ลลีจึงมองหน้าและยิ้มอ่อน ๆ
ใส่
“งั้นพวกเจ้าก็ฟังด้วยกันนี่แหละ”
“คืนนี้เป็นวันขึ้น 15 ค่ำพอดีเวลาเที่ยงคืน
ข้าจะทำพิธีนำคัมภีร์ออกไปไว้ที่โลกมนุษย์และวัลล์ลลีเจ้าต้องมาเข้าร่วมพิธี”
อสูรจึงพูดขึ้น
“แล้วกระผมล่ะพระอาจารย์”
“เจ้าไม่ต้องมาเพราะมันไม่ใช่หน้าที่” พราหมณ์โฆษกะทำเสียงเข้ม
อสูรฟังเช่นนั้นก็เงียบทันที
และตั้งใจฟังเพียงอย่างเดียว
“เจ้าเข้าใจแล้วใช่ไหมวัลล์ลลีว่าต้องมาทำอะไร”
“เจ้าค่ะเข้าใจแล้ว” วัลล์ลลีตอบ
วัลล์ลลีจึงเดินกลับมายังที่ต้นไทร
และก็มานั่งอยู่ข้างวิหคซึ่งเป็นนกคู่ใจของเธอ
“พี่วิหคทำไมวัลล์ลลีต้องทำเช่นนี้ วัลล์ต้องไปหลอกล้อมนุษย์เพื่อนำมาสังเวยให้แก่พระอาจารย์”
เธอทำหน้าเศร้าแล้วหันไปมองหน้าวิหค
“วัลล์ก็รู้ว่าถ้าพระอาจารย์ไม่ได้รับพลังจากพวกมนุษย์ท่านต้องตาย”
“วัลล์รู้ แต่ไม่มีวิธีอื่นเลยงั้นหรอ ที่พระอาจารย์จะไม่ตาย
ทำไมต้องแลกด้วยชีวิต”
“วัลล์ฟังพี่วิหคนะ ชีวิตมันต้องแลกด้วยชีวิต มันไม่มีทางอื่นแล้ว”
วัลล์ลลีทำหน้าเศร้า
“คงไม่มีทางเลือกแล้วล่ะพี่วิหค วัลล์คงต้องทำ”
“ไปก่อนนะพี่วิหค”
เธอพูดจบก็เดินเข้าไปในต้นไทร
วิหคได้แต่มองตามหลังด้วยความสงสารเธอ
เมื่อถึงเวลาเที่ยงคืนวัลล์ลลีก็อยู่ในพิธีของพราหมณ์โฆษกะ
ที่จะส่งคัมภีร์ไปยังโลกมนุษย์
พราหมณ์โฆษกะบอกให้วัลล์ลลีหลับตาลง
จากนั้นพิธีก็เริ่มต้นขึ้น
แสงสว่างจากคัมภีร์ส่องขึ้นไปยังพระจันทร์ที่เต็มดวง
เมื่อแสงทั้งสองอย่ากระทบกัน ท้องฟ้าก็มีแสงสว่างเปล่งประกายไปทั่วบริเวณ
จากนั้นคัมภีร์ก็หายไป
พราหมณ์โฆษกะบอกกับวัลล์ลลี
“ลืมตาขึ้น ”
วัลล์ลลีก็รีบลืมตาขึ้นอย่างรวดเร็ว
และไม่เห็นคีมภีร์อยู่ตรงหน้า
“วัลล์ลลีเจ้ามาดูขันน้ำมนต์
แล้วเจ้าจะรู้ว่าจะต้องทำอย่างไรต่อไป”
ในขันน้ำมนต์นั้นเป็นภาพของคัมภีร์เล่มนั้นไปปรากฏอยู่ที่ใดที่หนึ่งบนโลกมนุษย์
รายรอบบริเวณนั้นจะเต็มไปด้วยหนังสือวางเป็นชั้น ๆ ผู้คนมากมายที่กำลังหาหนังสือ
และกำลังนั่งอ่านหนังสือ
“ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาของเจ้าที่จะต้องออกไป
เจ้าต้องรอวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำอีกครั้ง”
วัลล์ลลีจึงถามต่อว่า
“ทำไมต้องรอถึงวันนั้นด้วย”
“มันคือกฎของคัมภีร์” พราหมณ์โฆษกะตอบกลับ
ทันใดนั้นวัลล์ลลีก็มองไปยังขันน้ำมนต์
ก็เห็นชายผู้หนึ่งมาหยิบคัมภีร์และมีความสนใจในคัมภีร์เล่มนั้น
แล้วเพียงเสี้ยววินาทีที่ชายผู้นั้นเปิดอ่านคัมภีร์เขาก็ถูกดูดเข้ามาทันที และก็ไม่มีใครเห็นเลยสักคน
ต่อมาชายผู้นั้นก็มาปรากฏอยู่ตรงหน้าของพราหมณ์โฆษกะ
แล้วพูดขึ้นว่า
“ข้าอยู่ที่ไหน”
ตะโกนขึ้นมาอย่างเสียงดัง
พร้อมทั้งมีความหวาดกลัว
“ไอ้ผอม ๆ แก่ ๆ
ใส่ชุดขาวนี้คือใคร ”
เมื่อพราหมณ์โฆษกะได้ยินเช่นนั้นจึงตะโกนกลับว่า
“เงียบ !!! ต่อไปนี้เจ้าคือบริวารของข้า”
ชายผู้นั้นจึงโวยวาย
พราหมณ์โฆษกะจึงบอกให้วัลล์ลลีไปตามอสูรมา
เมื่ออสูรมาถึงจึงถามพราหมณ์โฆษกะว่าทำไมถึงเรียกตนมา
“พระอาจารย์มีอะไรขอรับ” อสูรถามพราหมณ์โฆษกะ
“อสูรเจ้ามาจับตัวมนุษย์คนนี้ไว้สิ
แล้วนำมันไปขังไว้ให้ข้าทำพิธีในวันพรุ่งนี้”
อสูรก็ไม่สามารถขัดคำสั่งของพระอาจารย์ได้
จึงได้แต่ทำตาม
“ขอรับท่านพระอาจารย์”
จากนั้นอสูรก็ได้นำมนุษย์คนนั้นไปขังไว้ในกรงเวทมนตร์ที่พราหมณ์โฆษกะได้สร้างไว้
ชายผู้นั้นได้แต่ร้องขอชีวิต
“ปล่อยข้าไปเถอะ
ข้ายังไม่อยากตาย”
อสูรก็ไม่สนใจและก็เดินจากไป
อสูรจึงมาบอกกับพราหมณ์โฆษกะว่าจะให้ทำอะไรกับมนุษย์ผู้นั้นอย่างไร
พราหมณ์โฆษกะก็บอกว่า
“ตอนนี้พลังข้าเหลือน้อยเต็มทีแล้ว
ข้าต้องรีบดูดพลังพวกมนุษย์เข้าไปให้ได้ 1,000 คนเท่านั้น ข้าถึงจะเป็นอมตะ”
“ขอรับท่านอาจารย์” อสูรขานตอบ
เมื่อเวลาผ่านมาได้ไม่นานก็มีมนุษย์ถูกดูดเข้ามาอีกถึง 5 คน
แล้วอสูรก็นำไปขังไว้เช่นเดิม
ต่อมาเมื่อถึงเวลาเที่ยงคืนของอีกวัน
พราหมณ์โฆษกะก็ทำพิธีดูดพลังจากมนุษย์ โดยครั้งนี้จะไม่มีวัลล์ลลีอยู่ด้วย
“อสูรเอาตัวมนุษย์ทั้ง 6 คนมาให้ข้าเดี๋ยวนี้ได้เวลาแล้ว”
อสูรจึงนำตัวพวกมนุษย์มานั่งเรียงกันอยู่ตรงหน้าพราหมณ์โฆษกะ
ๆ จึงใช้มือทั้งสองข้างยกขึ้นมาเหนือศีรษะ จากนั้นก็ลดมือลงมาทางด้านหลังพวกมนุษย์ทั้ง 6
จากนั้นก็เริ่มดูดพลังทีคนละ เมื่อดูดพลังใครได้แล้วบุคคลนั้นก็จะล้มลง
แต่จะไม่ตายและต้องมาเป็นบริวารคอยรับใช้พราหมณ์โฆษกะและไม่สามารถกลับออกไปได้อีก
จากนั้นมนุษย์ทั้ง
6 คนก็จะลืมว่าตัวเองเคยอยู่โลกมนุษย์และมาเป็นบริวารของพราหมณ์โฆษกะแต่โดยดี
“ข้าจะต้องเป็นอมตะ” พราหมณ์โฆษกะพูดพร้อมกับหัวเราะออกมาอย่างเสียงดัง
ในระหว่างนี้พวกมนุษย์ก็ถูกดูดเข้ามาเรื่อย
ๆ เพราะในคัมภีร์อมตะอาถรรพ์เล่มนี้ไม่มีข้อยกเว้นสำหรับบุคคลที่เปิดอ่าน
พราหมณ์โฆษกะก็เรียกให้อสูรเอามนุษย์มาให้ตนทำพิธีอีกและได้ถามอสูรว่า
“อสูรพวกมนุษย์ที่ถูกดูดเข้ามามีกี่คน
นำตัวมาให้ข้าเดี๋ยวนี้”
“มนุษย์ที่ถูกดูดเข้ามาอีกมี
79 คน ขอรับ ท่านอาจารย์จะให้กระผมเอามาทั้งหมดไหมครับ” อสูรพูดพร้อมกับพนมมือไหว้
“เอามันมาให้ทั้งหมดข้าจะได้ทำพิธีครั้งเดียว”พราหมณ์โฆษกะพูดพร้อมกับชี้หน้าอสูร
อสูรจึงได้แต่พยักหน้าทำตามคำสั่งของพราหมณ์โฆษกะ
ณ
บริเวณลานกว้างหน้าอาศรมที่มีต้นไม้นานาพันธุ์รายรอบก็มีเหล่ามนุษย์ทั้งหลายที่ถูกดูดเข้ามานั่งเต็มบริเวณนั้น
และจะไม่มีใครสามารถออกจากบริเวณนั้นได้เลย เพราะพราหมณ์โฆษกะจะใช้เวทมนตร์สะกดไว้
และในขณะนั้นก็มีเสียงร้องโหวกเหวกโวยวายของพวกมนุษย์ดังขึ้นอย่างไม่ขาดสายราวกับว่าพวกเขาตกอยู่ในกะทะทองแดง
“ไอ้พวกมนุษย์จะร้องอะไรกันหนักหนาว่ะ” พราหมณ์โฆษกะพูดพร้อมกับทำตาโตและคิ้วขมวดเข้าหากัน
พราหมณ์โฆษกะจึงเริ่มท่องถาคาและดูดพลังมนุษย์จนทำให้พลังของพราหมณ์โฆษกะมีพลังอย่างมหาศาลพร้อมทั้งต่อชีวิตให้เขาด้วย
จากนั้นอสูรจึงเข้ามาถามพราหมณ์โฆษกะ
“พระอาจารย์ขอรับจะให้กระผมทำอย่างไรต่อกับมนุษย์พวกนี้ครับ”
“เจ้าไม่ต้องทำอะไรเดี๋ยวมนุษย์พวกนี้ก็ลืมทุกอย่างเอง
แล้วเป็นบริวารข้าแต่โดยดี”
จากนั้นพราหมณ์โฆษกะจึงให้บริวารทั้งหลายไปดูแลประตูทางเข้าด้านทางทิศเหนือของแดนเนรมิตแห่งนี้
เมื่อถึงวันขึ้น 15 ค่ำอีกครั้ง
วัลล์ลลีก็รู้ตัวเองดีว่าวันนี้ฉันคงต้องออกไปยังโลกมนุษย์เพื่อล่าคน วัลล์ลลีทำซีหน้าที่ไม่สดชื่น
จนวิหคเข้ามาทัก
“วัลล์ลลีทำไมเจ้าจึงทำหน้าตาเศร้าเช่นนั้น” วิหคพูดพร้อมกับบินมาจับกิ่งต้นไทรที่ย้อยลงมา
แต่วัลล์ลลีเหม่อลอยไม่ได้ยินเสียงของวิหคเลย
วิหคจึงเรียกวัลล์ลลีอีกครั้ง
“วัลล์เป็นอะไรได้ยินพี่เรียกหรือเปล่า” จากนั้นวัลล์ลลีจึงสะดุ้งตื่นอย่างแรง แล้วพูดขึ้นว่า
“พี่วิหคมีอะไรหรอ” วัลล์ลลีพูดพร้อมกับทำตาโตอย่างตกใจ
แล้ววิหคจึงพูดต่ออีกว่า
“พี่ถามวัลล์ว่าเป็นอะไรทำไมถึงมาทำหน้าเศร้าอยู่ตรงนี้”
วัลล์ลลีจึงบอกกับวิหคพร้อมกับน้ำตาที่ไหลลงมาจากดวงตาข้างซ้าย
“พี่วิหควันนี้วัลล์ต้องออกไปยังโลกมนุษย์เพื่อที่จะล่ามนุษย์เหล่านั้นมาให้พระอาจารย์”
วัลล์ลลีพูดพร้อมกับอีกเสียงสะอื้น อึก อึก… แล้วพูดต่อ
“แต่วัลล์ก็คงต้องทำเพราะไม่เช่นนั้นพระอาจารย์ก็คงจะไม่มีชีวิตอยู่อีกต่อไป” วัลล์ลลีพูดพร้อมกับยืนมือออกมาหาวิหค
ๆ จึงบินมาที่มือของวัลล์ลลี แล้วบอกกับวัลล์ลลีว่า
“วัลล์ไม่ต้องห่วงเดี๋ยวพี่จะคอยช่วยเหลือวัลล์เอง” วิหคพูดพร้อมกับใช้ปากจิกที่มือของวัลล์ลลี
และพูดต่ออีกว่า
“พี่ได้ยินมาว่าอมตะอาถรรพ์คัมภีร์เล่มนี้มีความร้ายแรงอย่างมาก
คือใครเข้ามาแล้วจะไม่สามารถออกไปได้”
“ใช่แล้วพี่วิหค” วัลล์ลลีพูดพร้อมกับทำสีหน้าที่กังวลและเอามือจับหน้าผากของตน
ทันใดนั้นจึงมีเสียงดังขึ้นมาจากทางด้านอาศรมของพราหมณ์โฆษกะ
วัลล์ลลีและวิหคจึงหันไปพร้อมกัน
“วัลล์ลลีพระอาจารย์เรียกเจ้ามาพบที่อาศรม” วัลล์ลลีและวิหคจึงหันไปพร้อมกัน
เสียงนั้นคือเสียงของอสูร
วัลล์ลลีจึงตอบกับไปว่า
“จ้า
พี่อสูรเดี๋ยววัลล์ไป” วัลล์ลลีพูดพร้อมหันกลับมามองหน้าวิหค
ๆ จึงพูดขึ้น
“วัลล์ไปเถอะ ไปช้าพระอาจารย์จะดุเอา”
“จ้าพี่วิหค” วัลล์ลลีพูดพร้อมกับลุกขึ้นและเดินตรงไปยังหน้าอาศรม
วัลล์ลลีเดินมาถึงหน้าอาศรมอย่างรวดเร็ว
จากนั้นจึงเดินเข้าไปข้างใน พราหมณ์โฆษกะพูดขึ้นว่า
“เจ้ามาแล้วใช่ไหม นั่งลงตรงนี้” พราหมณ์โฆษกะพูดพร้อมกับชี้นิ้วไปทางขันน้ำมนต์ แล้วพูดต่อว่า
“เจ้าต้องรออยู่ในอาศรมนี้จนถึงเวลาเที่ยงคืน” แล้วพราหมณ์โฆษกะจึงนั่งสมาธิต่อ
วัลล์ลลีไม่กล้าแม้แต่จะพูดอะไรได้แต่ทำตามคำสั่งของพราหมณ์โฆษกะ
กรการ
๑๕ กันยายน ๒๕๖๐

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น