กรการ(นามปากกา) นวนิยาย เรื่องคัมภีร์ล่ามนุษย์หลุดโลก ตอน 3 ล่ามนุษย์หลุดโลก
ล่ามนุษย์หลุดโลก
เมื่อเวลาล่วงเลยมาถึงเที่ยงคืนของวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ พราหมณ์โฆษกะจึงได้ทำพิธีให้วัลล์ลลีออกไปยังโลกมนุษย์
แล้วบอกกับเธอว่า
“วัลล์ลลีเมื่อเจ้าออกไปยังโลกมนุษย์แล้ว
ในวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำของทุกเดือน
เจ้าต้องกลับเข้ามาในคัมภีร์ ไม่เช่นนั้นร่างกายของเจ้าจะเริ่มจางหายไป”
วัลล์ลลีจึงถามกลับด้วยความสงสัยว่า
“พระอาจารย์เหตุใดวัลล์ต้องกลับเข้ามาทุกเดือนวันขึ้น
15 ค่ำ” วัลล์ลลีพูดพร้อมกับขมวดคิ้วอย่างสงสัย
พราหมณ์โฆษกะจึงบอกว่า
“เหตุที่เจ้าต้องกลับเข้ามาเพราะมันเป็นคำสาปที่ข้าได้ลงอาคมไว้ตั้งแต่ชุบชีวิตเจ้าขึ้นมา” พราหมณ์โฆษกะพูดเสียงแข็งพร้อมกับมองไปที่หน้าของวัลล์ลลี
พราหมณ์โฆษกะจึงพูดต่ออีกว่า
“ถึงเวลาแล้ววัลล์ลลีเจ้าต้องออกไปยังโลกมนุษย์”
“เจ้าค่ะ พระอาจารย์” จากนั้นวัลล์ลลีจึงหลับตา
ร่างกายของวัลล์ลลีเริ่มรอยร่องออกไปจากอาศรมและในขณะนั้นพราหมณ์โฆษกะก็ท่องคาถาอยู่ที่หน้าขันน้ำมนต์
จากนั้นแสงสว่างบนท้องฟ้าเปล่งประกายออกมาอย่างกับเวลากลางวัน
วัลล์ลลีปรากฏตัวที่ต้นไทรใหญ่หน้าหอสมุดแห่งชาติ ณ บริเวณนั้นเงียบสงบ
ไม่มีผู้คนเดินผ่านไปมา มีแต่เธอเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ยืนอยู่ที่ต้นไทร
วัลล์ลลีเธอก็เสมือนหญิงสาวมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งที่ต้องใช้ชีวิตบนโลกมนุษย์
เป็นสาวสวยผิวขาว รูปร่างสมส่วน ยิ้มหวานใครเห็นเธอก็ต้องหลงเสน่ห์
และที่สำคัญเธอจะมีสายตาที่แหลมคมในการหลอกล่อคนได้
เช้าของวันรุ่งขึ้นมีท้องฟ้าที่สดใสแสงสว่างจ้าไปทั่วบริเวณ
ท้องถนนแออัดเต็มไปฝุ่นควันของรถยนต์
และมีผู้คนกำลังเดินเร่งฝีเท้ากันอย่างรวดเร็ว เพื่อที่จะไปทำงานให้ทันเวลา
หญิงสาวแสนสวยคนหนึ่งกำลังเดินเข้าไปในหอสมุดแห่งชาติ
มุ่งหน้าเข้าไปเปิดประตูแล้วใช้สายตามองดูผู้คนในขณะนั้น แล้วเหลียบเห็นว่าคัมภีร์อมตะอาถรรพ์
อยู่ชั้นหนังสือแถวสุดท้ายภายในหอสมุด
จากนั้นเธอก็เดินไปแล้วนั่งลงที่เก้าอี้ใกล้กับคัมภีร์
ในขณะนั้นก็มีคนเดินไปชั้นหนังสือใกล้กับคัมภีร์
วัลล์ลลีจึงใช้สายตาสะกดให้บุคคลนั้นเดินตรงไปที่หน้าคัมภีร์
ทันใดนั้นเขาก็เปิดอ่านคัมภีร์จึงดูดเข้าไปทันที
วัลล์ลลีทำเช่นนี้อยู่ถึงสามอาทิตย์
จนทำให้คัมภีร์สามารถดูดคนเข้าไปได้ถึง 500 คน และในช่วงนั้น ก็มีข่าวตามโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ ประกาศคนหายไปอย่างปริศนา
ทุกคนเริ่มที่จะหวาดกลัวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
จากนั้นก็มีหญิงสาวถือหนังสือแล้วมานั่งลงที่หน้าของวัลล์ลลีจึงพูดขึ้นอย่างตระหนกตกใจว่า
“นี่ ๆ เธอ เห็นข่าวในหนังสือพิมพ์ไหม เขาประกาศว่าคนหาย” หญิงสาวผู้นั้นพูดพร้อมกับทำหน้าตาตื่นตระหนกตกใจ
วัลล์ลลีจึงมองซ้ายมองขวาว่าหญิงสาวผู้นั้นพูดกับใคร
หญิงสาวผู้นั้นจึงจ้องหน้าวัลล์ลลีแล้วพูดขึ้นอีกว่า
“เธอมองหาใคร”
“แล้วคุณกำลังพูดกับใครอยู่ค่ะ” วัลล์ลลีพูดพร้อมกับทำหน้าตางง
“ฉันก็คุยกับเธอนะสิ” หญิงสาวผู้นั้นพูดพร้อมกับชี้หน้าวัลล์ลลี
“อ้าวหรอ !!!!” วัลล์ลลีตอบกลับ
“แล้วเธอชื่ออะไรล่ะ” หญิงสาวผู้นั้นถามวัลล์ลลี
“ฉันชื่อ วัลล์ลลี แล้วเธอล่ะชื่ออะไร”
“ฉันชื่อ โบตั๋น เปิดร้านกาแฟอยู่ข้าง
ๆ หอสมุดนี่เอง ยินดีที่ได้รู้จักนะ” โบตั๋นพูดพร้อมกับยิ้มให้กับวัลล์ลลี แล้วโบตั๋นก็พูดต่ออีกว่า
“ฉันจะเรียกเธอว่า วัลล์ แล้วกันนะ ”
ทั้งสองคนจึงจับมือกันและยิ้มให้กันอย่างเป็นมิตร
จากนั้นโบตั๋นขอตัวไปร้านกาแฟก่อน
แล้วบอกกับวัลล์ว่า
“ฉันเข้ามาอ่านหนังสือบ่อย ๆ เราอาจจะได้พบกันอีก หรือถ้าเธอเหงาก็ไปหาฉันที่ร้านกาแฟได้นะ” โบตั๋นพูดพร้อมกับโบกมือบ้าย บาย
เมื่อโบตั๋นเดินจากไปสุดสายตาแล้ว
วัลล์ลลีก็เริ่มปฏิบัติการต่อ เธอได้เดินตรงไปยังคัมภีร์แล้วหยิบขึ้นมาจากนั้นก็เดินไปยืนอยู่ข้าง
ๆ ชายคนหนึ่ง แล้วพูดขึ้นว่า
“คัมภีร์เล่มนี้อ่านแล้วสนุกมากเลย เมื่อมาเห็นคัมภีร์ครั้งใดก็อยากที่จะนำกลับไปอ่านอีก
แต่เสียดายฉันไม่มีเวลานี่สิ ” จากนั้นเธอจึงถอนหายใจออกมาอย่างสุดเสียงว่า
“เฮ้อ !!! ” แล้วพูดต่ออีกว่า
“ไม่เป็นไรวันหลังค่อยมาเอาไปอ่านแล้วกัน” จากนั้นวัลล์ลลีจึงวางคัมภีร์ไว้ในชั้นดังเดิม
เธอจึงเดินกลับมาแล้วหยิบหนังสือประวัติศาสตร์มานั่งลงที่เก้าอี้ตัวเดิม
เมื่อเดินนั่งลงแล้วเธอก็เหลียบไปเห็นชายผู้นั้นหยิบคัมภีร์ขึ้นมาและดูเหมือนว่าจะมีความสนใจเป็นอย่างมาก
ทันทีที่ชายผู้นั้นเปิดอ่านก็หายเข้าไปในคัมภีร์เพียงพริบตา
วัลล์ลลีก็เปิดอ่านหนังสือประวัติศาสตร์เล่มนั้นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นและเธอก็นึกได้ว่าพรุ่งนี้สินะที่ต้องกลับเข้าไปในคัมภีร์ในเวลาเที่ยงคืน
ในขณะวัลล์ลลีเริ่มเบื่อหน่ายกับการที่ต้องหลอกล่อให้มนุษย์มาอ่านคัมภีร์
เธอจึงนึกถึงหญิงสาวที่ชื่อโบตั๋นและอยากที่จะไปหาเธอ
เพราะเธอคิดว่าโบตั๋นอาจจะเป็นเพื่อนที่ดีคนหนึ่งสำหรับเธอก็ได้
วัลล์ลลีลุกขึ้น แล้วเดินออกจากประตูหน้าหอสมุดแห่งชาติจึงเดินตรงไปทางที่จะไปร้านกาแฟของโบตั๋นแต่เธอต้องผ่านต้นไทรใหญ่
ซึ่งเธอก็มองดูอย่างเลื่อนลอยจากนั้นก็เดินผ่านไป
เมื่อวัลล์ลลีเดินมาถึงที่ร้านการแฟของโบตั๋นจึงมองแล้วมองอีกว่าจะเข้าไปไหม
ทันใดนั้นโบตั๋นก็ตะโกนร้องออกมาจากในร้านกาแฟว่า
“วัลล์ ลัลล์ลลี ไช่ไหม” โบตั๋นตะโกนออกมาอย่างสุดเสียงจนลูกค้าในร้านมองดูเธอ
จากนั้นโบตั๋นก็วิ่งออกมายังหน้าร้าน วัลล์ลลีก็หันมาเช่นกัน
แล้วทั้งสองจึงส่งยิ้มให้กัน
โบตั๋นจึงเรียกวัลล์ลลีเข้ามาในร้านกาแฟ
“วัลล์เข้ามาในร้านกาแฟฉัน เดี๋ยวฉันจะทำขนมอร่อย ๆ ให้ทาน” โบตั๋นพูดพร้อมกับดึงมือลัลล์ลลีเข้าไปในร้าน
เมื่อวัลล์ลลีนั่งลงบนโต๊ะ
โบตั๋นก็พูดว่า
“วัลล์รออยู่ตรงนี่นะ ฉันจะเอากาแฟและขนมมาให้” จากนั้นโบตั๋นก็เดินไป
วัลล์ลลีมองดูคนภายในร้านอย่างสงสัย
และเธอรู้สึกได้ว่าอยู่ ณ ที่นี้ ช่างทำให้เธอสบายใจเหลือเกิน
แล้วโบตั๋นก็ถือถ้วยกาแฟและขนมหนึ่งจานมาวางไว้ตรงหน้าของวัลล์ลลีแล้วพูดว่า
“วัลล์ลองชิมสิอร่อยนะ” โบตั๋นพูดเสร็จเธอก็นั่งลงตรงหน้าวัลล์ลลี
วัลล์ลีคิดอยู่ในใจว่า
“ฉันไม่เคยกินขนมพวกนี้จะทำอย่างไรดี” เธอคิดพร้อมกับมาดูขนมและกลืนน้ำลายลงคอ
“กินสิวัลล์
อร่อยนะ” โบตั๋นพูดพร้อมกับจ้องหน้าวัลล์ลลี
วัลล์ลลีจึงจับช้อนแล้วค่อย ๆ ตักขนมเข้าปาก เมื่อลิ้นเธอแตะกับรสชาติของขนม
ก็รู้สึกได้ว่ามีความละมุนละลายในปากของเธอทันใด ก็เปรียบเสมือนกันคนที่เปิดอ่านคัมภีร์แล้วถูกดูดเข้าไปทันทีอย่างใดอย่างนั้นเลย
“เป็นไงบ้าง
อร่อยไหม” โบตั๋นถามวัลล์ลลี
“อร่อย
อร่อย อร่อยมากเลย ฉันไม่เคยกินมาก่อน” จากนั้นเสียงโบตั๋นก็หัวเราะขึ้น ฮ่า ฮ่า ฮ่า
“เธอไปอยู่ไหนมาทำไมไม่เคยกิน
เธอก็พูดแปลกๆ เนอะ วัลล์”
วัลล์ลลีได้แต่ยิ้มอ่อน ๆ ออกมาเพราะความอายของเธอ
ทั้งสองคนคุยกันอย่างสนุกสนานจนวัลล์ลลีลืมการหลอก ล่อมนุษย์ไปเลย
พอตะวันใกล้ละข้ามฟ้า ความมืดเข้าครอบงำ
วัลล์ลลีจึงนึกได้ว่าตนต้องกลับไปที่ต้นไทรใหญ่ แล้ววัลล์ลลีจึงพูดขึ้นว่า
“ค่ำแล้ว
ฉันต้องขอตัวกลับก่อนนะ”
“อ้าว
กลับแล้วหรอกำลังคุยกันสนุกเชียว” โบตั๋นพูดพร้อมกับทำหน้าตาผิดหวัง
“เดี๋ยววันหลังฉันมาหาใหม่นะ” วัลล์ลลีพูดเพื่อถนอมน้ำใจเพื่อน
จากนั้นจึงลงขึ้นจากเก้าอี้แล้วส่งยิ้มให้กับโบตั๋น
“วัลล์มาอีกนะ
ฉันจะรอ” โบตั๋นตะโกนตามหลังวัลล์ลลี
วัลล์ลลีจึงรีบเดินไปยังต้นไทรใหญ่จากนั้นก็มองซ้ายมองขวาแล้วก็เข้าไปในต้นไทรใหญ่ และคุยกับตัวเองในใจว่า
“บนโลกมนุษย์นี้ก็มีอะไรหลาย
ๆ อย่างที่น่าสนุกและมีความสุข โดยเฉพาะมิตรภาพความเป็นเพื่อน
แต่เรามาที่นี้เพื่อล่ามนุษย์เพียงเท่านั้น
เมื่อเราล่ามนุษย์เสร็จก็คงต้องกับไปในคัมภีร์เช่นเดิม” วัลล์ลลีคิดพร้อมกับถอนหายใจยาว ๆ
เช้าวันรุ่งขึ้นวัลล์ลลีได้ออกมาจากต้นไทรใหญ่ตั้งแต่เช้ามืดเพื่อที่จะไม่ให้มนุษย์เห็นและเธอก็นั่งรอจนกว่าหอสมุดแห่งชาติเปิดจากนั้นเธอก็ปฏิบัติตามภารกิจเช่นเดิม
ขณะที่เธอนั่งอยู่มีหญิงสาวที่เป็นเจ้าหน้าที่บรรณารักษ์เข้ามาทักทายเธอ
“สวัสดีค่ะ
ฉันเห็นคุณเข้ามาในหอสมุดทุกวันเลย จะเป็นเดือน ๆ แล้ว
คุณมาศึกษาเกี่ยวกับเรื่องอะไรค่ะ” เจ้าหน้าที่บรรณารักษ์พูดพร้อมกับส่งยิ้มให้วัลล์ลลี
“ฉันมาศึกษาเกี่ยวกับคัมภีร์ค่ะ”
“คัมภีร์อะไรค่ะ
หาเจอหรือยัง มีอะไรให้ช่วยไหม ”
วัลล์ลลีจึงตอบกลับไปว่า
“ฉันไม่แน่ใจว่าหมวดของคัมภีร์อยู่แถวไหนค่ะ
ขอความกรุณาช่วยหน่อยนะคะ”
“ได้เลยค่ะ
หมวดของคัมภีร์เป็นส่วนที่ฉันรับผิดชอบพอดีเลย อยากได้เรื่องอะไรบอกมาได้เลยค่ะ” เจ้าหน้าที่พูดพร้อมกับชี้มือไปชั้นหนังสือแถวสุดท้าย
“เกี่ยวกับความเป็นอมตะค่ะ” วัลล์ลลีจึงตอบกลับ
ทันใดนั้นเจ้าหน้าที่บรรณารักษ์ก็เดินตรงไปยังชั้นวางหนังสือแถวสุดท้าย
แล้วหยิบคัมภีร์อมตะอาถรรพ์ขึ้นมา จากนั้นเธอจึงเปิดอ่านคัมภีร์
ตัวเธอจึงถูกดูดเข้าไปทันใด โดยที่ไม่มีคนเห็นเลย
วัลล์ลลีได้แต่ขอโทษเจ้าหน้าที่บรรณารักษ์คนนั้นในใจ เพราะมีความรู้สึกผิดแต่จำเป็นต้องทำและในขณะนั้นเสียงโทรศัพท์ที่กำลังดูข่าวจากโต๊ะข้าง
ๆ ก็ดังขึ้นว่า
“เตือนภัยในช่วงนี้มีคนหายไปอย่างปริศนาหลายร้อยคน
ดังนั้นจึงทำให้ประชาชนหวั่นวิตกกันอย่างมาก” เสียงดังขึ้นพร้อมกับเจ้าของโทรศัพท์ทำหน้าตาตื่นตระหนกและตกใจกลัว
วัลล์ลลีจึงหันไปมอง จากนั้นเจ้าของโทรศัพท์จึงลดเสียงลง
เธอจึงหยุดการหลอกล่อมนุษย์ไปชั่วขณะ
แล้วรอจนถึงค่ำเธอก็ออกไปจากหอสมุดเพื่อที่จะรอเข้ามาอีกในช่วงเที่ยงคืนของวันนี้
เมื่อถีงเวลาเที่ยงคืนเธอจึงมาเปิดคัมภีร์อมตะอาถรรพ์
จากนั้นก็ถูกดูดเข้าไปในคัมภีร์ แล้วไปปรากฏตัวที่หน้าต้นไทรของเธอในแดนเนรมิต
ทันใดนั้นเสียงของพราหมณ์แก่ก็ดังขึ้น
“วัลล์ลลีเจ้าทำได้ดีมากสำหรับการไปล่ามนุษย์ครั้งนี้ ข้าได้พลังเพิ่มมหาศาล เหลือมนุษย์เพียงแค่ 300 คนเท่านั้นข้าก็จะเป็นอมตะ”
พราหมณ์โฆษกะพูดพร้อมกับหัวเราะออกมาอย่างดัง
“ฮ่า
ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ”
วัลล์ลลีได้แต่กุ้มหน้าอย่างเศร้าสร้อยเหลือเกิน และพราหมณ์โฆษกะจึงพูดต่ออีกว่า
“เที่ยงคืนในวันพรุ่งนี้ไปพบข้าที่อาศรม”
“เจ้าค่ะ
พระอาจารย์” วัลล์ลลีตอบกลับ
เมื่อวัลล์ลลีพูดจบก็เดินเข้าไปในต้นไทร ส่วนเจ้าวิหคที่จับอยู่บนกิ่งต้นไทรได้แต่มองตามหลังเธออย่างสงสาร
กรการ
๒๒ กันยายน ๒๕๖๐

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น