กรการ(นามปากกา) นวนิยาย เรื่องคัมภีร์ล่ามนุษย์หลุดโลก ตอน 6 รักลืมล่า
รักลืมล่า
ในคืนวันขึ้น 15 ค่ำ
บนท้องฟ้าสว่างไสวมีพระจันทร์เต็มดวงที่เปล่งประจายพรายพรั่งอยู่เหนือริมน้ำ
มีชายหนุ่มและหญิงสาวดินเนอร์ท่ามกลางสายลมที่ปลิวไหวผ่านไปมา
ให้ความเย็นสบายคลายความร้อน
และมีเพียงโต๊ะของพวกเขาเท่านั้นที่ตั้งตระหง่านอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา
ช่างมีความโรแมนติกเหลือเกิน
ขณะที่ทั้งสองกำลังรับประทานอาหารอยู่
ธีจึงเอ่ยปากออกมาด้วยคำว่า
“วัลล์เป็นแฟนกับผมนะครับ” ธีใช้มือของเขาทั้งสองข้างไปประกอบมือของวัลล์ไว้แน่น
วัลล์หยุดชะงักแล้วมองหน้าของธีอย่างอ่อนไหว
หัวใจของเธอสั่นรั่วเต้นแรงปานแผ่นดินจะไหวในชั่วขณะนั้น วัลล์จึงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า
“คุณธีว่าอะไรนะคะ” วัลล์พูดเสียงเบาแต่สายลมก็พัดน้ำเสียงของเธอไปเข้าหูของธีอย่างไม่มีอะไรขัดข้อง
แล้วธีจึงพูดขึ้นอีกครั้ง
“ผมขอคุณเป็นแฟนครับ มาถึงวันนี้ผมรู้แล้วว่าความรู้สึกดี
ๆ ที่ผมมีให้คุณนั้นมันกลายเป็นความรักไปแล้วครับ” ธีจ้องหน้าวัลล์อย่างจริงใจและหนักแน่น
วัลล์ได้แต่ยิ้มเพราะเธอไม่รู้จักว่าความรักที่มีให้กับชายเป็นแบบไหน
แต่ในขณะนั้นหัวใจของเธอสั่งให้เธอตอบออกไปว่า
“ตกลงค่ะ” วัลล์ยิ้มออกมาอย่างมีความสุขปานกับโลกใบนี้เป็นสีชมพูไปแล้ว
ส่วนลมก็พัดคลื่นน้ำมากระทบกับฝั่งซึ่งเหมือนเป็นการส่งสัญญาณให้รู้ว่า
พวกเราเห็นด้วยที่คุณทั้งสองรักกัน
ธีจึงลุกออกมาจากเก้าอี้เดินตรงมาที่หน้าวัลล์แล้วคลุกเข่าลงทีละนิดจนหัวเข่าอีกข้างจรดกับพื้น
จากนั้นธีจึงเอามือข้างขวาไปที่กระเป๋าเสื้อแล้วหยิบแหวนเพชรวงเล็ก ๆ ที่เปล่งแสงออกมาระยิบระยับจนแสงสะท้อนเข้าไปในดวงตาของวัลล์ ธีจับมือข้างซ้ายของวัลล์ออกมาแล้วพูดขึ้นว่า
“วัลล์ครับผมขอใช้แหวนวงนี้
เพื่อเป็นการสื่อความรักที่ผมมีให้กับคุณนะครับ” ธีพูดพร้อมกับสวมแหวนเพชรที่นิ้วนางของวัลล์
ธีลุกขึ้นพร้อมกับจับมือวัลล์ทั้งสองข้าง
จากนั้นเขาก็สวมกอดวัลล์อย่างอบอุ่น จนทำให้วัลล์ตัวแข็งไปชั่วขณะ แล้วเธอค่อย ๆ
อ่อนลงราวกับถูกมนต์เสน่ห์ของความรักเข้าสิง จากนั้นวัลล์ก็ใช้มือทั้งสองข้างค่อย
ๆ ลูบขึ้นตามหลังของธี จนเผลอกอดเข้าไปในที่สุด แล้วเธอจึงพูดออกมาว่า
“ขอบคุณนะคะ ที่มีความรู้สึกที่ดีให้แก่วัลล์
วัลล์ไม่เคยรู้สึกใจสั่นขนาดนี้มาก่อนเลย” เธอสั่นไปทั้งตัวพร้อมทั้งใจเต้นรั่ว
ทันใดนั้นพระจันทร์ได้ส่องแสงมากระทบกลับสายตาวัลล์
เธอจึงนึกขึ้นได้ว่าวันนี้เป็นวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ
เธอต้องกลับเข้าไปในคัมภีร์ให้ทันก่อนเวลาเที่ยงคืน แต่ในขณะนี้เวลาประมาณห้าทุ่มแล้ว
ใจเธอจากที่กำลังสั่นอยู่ก็กระวนกระวายออกมา
ซึ่งเห็นได้จากเธอผลักธีออกจากตัวเธออย่างแรง จนทำให้ธีตกใจแล้วถามเธอว่า
“วัลล์เป็นอะไรครับ” ธีมองหนาวัลล์อย่างสงสัย
“ฉันรู้สึกว่าจะไม่สบายค่ะ” วัลล์พูดพร้อมกับหลบสายตาจากนั้นธี แล้วจึงพูดขึ้นว่า
“สงสัยลมจะแรง
จึงทำให้วัลล์ไม่สบาย งั้นเรากลับกันดีกว่า” ธีกังวลใจจึงให้วัลล์นั่งรอ
เพื่อที่เขาจะเดินไปจ่ายตัง
เมื่อมาถึงที่รถขณะที่วัลล์นั่งอยู่เบาะข้างคนขับเธอได้หันหลังไปเบาะหลังจึงเจอคัมภีร์อมตะอาถรรพ์วางอยู่
จากนั้นเธอจึงคิดหาวิธีเพื่อคืนนี้จะได้กลับไปให้ทัน
ธีมาส่งวัลล์ที่หน้าหอสมุดแห่งชาติทุกครั้ง
เธอจะบอกให้มาส่ง ณ ที่นี้ แต่ธีก็ไม่ได้สงสัยอะไร
เมื่อมาถึงหอสมุดแห่งชาติธีนึกได้ว่าลืมหนังสือธรรมมะที่พ่อฝากให้ตนหาให้ในหอสมุด
แต่ธีหาได้แล้วจึงลืมไว้ที่โต๊ะทำงาน ขณะที่จอดรถธีจึงบอกว่าต้องเข้าไปในหอสมุด ทั้งสองจึงลากัน
ณ ตอนนั้น
การลากัน ณ
ตอนนี้จะถือว่าเป็นผลดีของวัลล์ลลี เธอจึงมองดูเวลาที่หน้ารถของธีรวัส
เป็นเวลาห้าทุ่มห้าสิบห้าแล้ว ขณะนั้นรถของธีรวัสยังคงไม่ดับเครื่อง แล้ววัลล์ลลีจึงกวาดสายตาไปที่คัมภีร์อมตะอาถรรพ์
เมื่อได้โอกาสเธอจึงรีบกลับเข้าไปในคัมภีร์ทันที
ณ แดนเนรมิต
วัลล์ลลีได้มาโพ้นที่หน้าต้นไทร วิหคจึงเรียกเธอด้วยความดีใจที่เธอกลับอีกครั้ง
“วัลล์ลลี กลับมาแล้ว” เสียงวิหคดังไปจนถึงอาศรมของพราหมณ์โฆษกะ
วัลล์ลลีก็ได้ยินเสียงของวิหคเช่นกันจึงรีบหันไปมองแล้วรีบตอบกลับวิหคว่า
“พี่วิหค วัลล์ลลีคิดถึงพี่วิหคมาก” เธอพูดพร้อมกลับรีบวิ่งไปหาวิหคทันที
ทันใดนั้นจึงมีเสียงฝีเท้าเดินมาจากข้างหลัง
“ตึก ตึก ตึก”
และมีเสียงเรียกขึ้นว่า
“วัลล์ลลีพระอาจารย์ให้เจ้าไปพบเดี๋ยวนี้” อสูรทำสีหน้าเคร่งเครียดอย่างมาก
"จ้า พี่อสูรวัลล์จะรีบไป” สีหน้าของวัลล์ลลีเศร้าสร้อยลงไปทันที
แล้วหันมองหน้าวิหคทำคอตกลง วิหคได้แต่พยักหน้าให้กับวัลล์ลลีเพื่อที่จะสื่อให้เธอรู้ว่ารีบไป
ในขณะที่วัลล์ลลีไม่อยู่วิหคและอสูรจะรู้ว่าในแดนเนรมิตแห่งนี้เกิดอะไรขึ้น
เพราะในช่วงที่ผ่านมาไม่มีมนุษย์คนใดเลยที่ถูกดูดเข้ามาในคัมภีร์จึงทำให้พลังของพราหมณ์โฆษกะเริ่มเสื่อมถอยลง
เลยส่งผลให้พราหมณ์โฆษกะไม่พอใจวัลล์ลลีเป็นอย่างยิ่ง
วัลล์ลลีเดินไปถึงหน้าอาศรมจึงหยุดชะงักเพื่อเตรียมตัวเตรียมใจตัวเองก่อน
ทันใดนั้นพราหมณ์โฆษกะที่นั่งทำสมาธิอยู่ในอาศรมจึงเรียกวัลล์ลลีด้วยน้ำเสียงที่เข้ม
“วัลล์ลลีเข้ามาหาข้าเดี๋ยวนี้” พราหมณ์โฆษกะใช้เสียงที่เข้มและดุดันมาก
วัลล์ลลีขณะที่กำลังคิดเพื่อเตรียมใจให้พร้อม
เธอจึงสะดุ้งตื่นอย่างแรง จนทำให้เธอสติแตก มือและใจสั่นขึ้นมาทันทีเหมือนกับว่าตนเองกำลังระจะโดนระเบิดที่วางไว้อยู่ตรงหน้า
ถึงแม้ว่าจะรู้ว่าเป็นระเบิดแต่ไม่มีทางที่จะหลบหลีกระเบิดลูกนี้ได้เลย
วัลล์ลลีจึงใช้ความกล้าในตัวเองกับการเจอปัญหาที่จะเกิดขึ้นต่อไปข้างหน้า
เธอจึงตัดสินใจเดินขึ้นไปบนอาศรม ระหว่างที่เดินไปกำลังจะถึงพราหมณ์โฆษกะ
เสียงพราหมณ์โฆษกะจึงดังขึ้น
“วัลล์ลลีเจ้าหยุดอยู่ ณ ตรงนั้น” พราหมณ์โฆษกะพูดขึ้นขณะที่หันหลังให้กับวัลล์ลลี
วัลล์ลลีหยุดชะงักแทบไม่ทัน
แล้วเธอจึงนั่งลง พราหมณ์โฆษกะจึงหันมาหาเธอ แล้วพูดขึ้นทันที
“ข้าให้เจ้าไปทำอะไรที่โลกมนุษย์” พราหมณ์โฆษกะทำตาแข็งใส่วัลล์ลลี
“ไปล่ามนุษย์เจ้าค่ะ” วัลล์ลลีตอบพร้อมกับก้มหน้าลง
“แล้วทำไมไม่มีมนุษย์มาให้ข้าสักคนเดียว
เจ้าตอบข้ามาเดี๋ยวนี้” พราหมณ์โฆษกะตะคอกใส่วัลล์ลลีจนทำให้วัลล์ลลีตกใจกลัว
วัลล์ลลีจึงอ้ำๆ อึ้งๆ
พูดไม่ออกเพราะกำลังกลัวพราหมณ์โฆษกะ
“ตอบมา” พราหมณ์โฆษกะตะคอกใส่วัลล์ลลีอีกครั้ง
วัลล์ลลีน้ำตาไหลลงมานองหน้าทันที
และค่อย ๆ พูดออกมาว่า
“มีมนุษย์คนหนึ่งเอาคัมภีร์ออกไปจากหอสมุดแห่งชาติ
จึงทำให้ไม่มีใครได้เปิดอ่าน” วัลล์ลลีพูดพร้อมกับสะอื้นอึกอึก
“แล้วไอ้มนุษย์คนนั้นมันเป็นใครบังอาจเอาคัมภีร์ไป” พราหมณ์โฆษกะพูดด้วยน้ำเสียงที่โมโห
วัลล์ลลีรู้อยู่แก่ใจว่ามนุษย์คนนั้นคือใคร
แต่ด้วยความรักที่เธออยากจะปกป้องธีรวัส เธอจึงโกหกพราหมณ์โฆษกะไปว่า
“ไปทราบเจ้าค่ะ ” วัลล์ลลีพูดพลางก้มหน้า
“จะไม่ทราบได้อย่างไรเจ้าไปอยู่โลกมนุษย์เป็นเดือน
ๆ ทำไมไม่ไปตามหา เจ้ามั่วทำอะไรอยู่”พราหมณ์โฆษกะพูดพร้อมกับทำลายข้าวของที่อยู่ตรงหน้า
วัลล์ลลีได้แต่เงียบไม่กล้าที่จะพูดออกไปสักคำ
ขณะนั้นอสูรได้ยินเสียงพราหมณ์โฆษกะทำลายข้าวของอย่างดัง จึงรีบวิ่งเข้ามาในอาศรมด้วยความเป็นห่วงวัลล์ลลีจะโดนพราหมณ์โฆษกะลงโทษ
อสูรวิ่งเข้ามาแล้วรีบนั่งลงข้างวัลล์ลลีแล้วบอกกับเธอว่า
“วัลล์ลลีบอกกับพระอาจารย์ไปสิว่าทำไม
วัลล์จะได้ไม่ถูกลงโทษ” อสูรมีสีหน้าที่เป็นห่วงวัลล์ลลีอย่างที่สุด
วัลล์ลลียังไม่ทันตอบอสูร
เสียงพราหมณ์โฆษกะจึงพูดขึ้น
“อสูรมันไม่ใช่เรื่องของเจ้าอย่ามายุ่ง” พราหมณ์โฆษกะพูดพร้อมกับชี้หน้าอสูรและไล่ให้อสูรออกไปข้างนอก
อสูรจึงน้อมรับคำสั่งเพราะเกรงว่าวัลล์ลลีจะโดนลงโทษหนัก
เมื่ออสูรออกไปแล้ว
วัลล์ลลีจึงพูดขึ้นว่า
“วัลล์ผิดเองที่ทำหน้าที่ของตนเองได้ไม่ดี
แล้วแต่ว่าพระอาจารย์จะลงโทษเลยเจ้าค่ะ” วัลล์ลลีรวบรวมความกล้าแล้วพูดออกมา
“ครั้งนี้เป็นครั้งแรกข้าจะไม่ลงโทษเจ้า
แต่เจ้าต้องอยู่ภายในต้นไทรเป็นเวลาหนึ่งอาทิตย์แล้วค่อยออกไป” น้ำเสียงของพราหมณ์โฆษกะเริ่มเบาลง
“เจ้าค่ะ พระอาจารย์” วัลล์ลลีน้อมรับคำสั่งแต่โดยดี
แล้วเธอจึงกราบลงหนึ่งครั้ง จากนั้นก็เดินออกมาจากอาศรม
เมื่อวัลล์ลลีเดินถึงต้นไทรวิหคก็ไม่รีรอรีบบินมาหาทันทีด้วยความเป็นห่วงแล้วถามเธอว่า
“วัลล์ลลีพระอาจารย์ว่ายังไงบ้าง” วิหคบินมาจับมือวัลล์ลลี
วัลล์ลลีทำหน้าเศร้าแล้วบอกับวิหคว่า
“พระอาจารย์ให้วัลล์อยู่ในต้นไทรเป็นเวลาหนึ่งอาทิตย์ห้ามออกไปยังโลกมนุษย์เด็ดขาด”
วิหคจึงพูดขึ้นว่า
“ก็ดีแล้วนิ วัลล์จะได้ไม่ต้องไปล่าพวกมนุษย์” วิหคมีน้ำเสียงที่ตื่นเต้นและดีใจ
แต่ในใจของวัลล์นั้นรู้ดีว่าทำไมเธอจึงไม่ดีใจสักนิดที่ไม่ได้ออกไปยังโลกมนุษย์
เพราะถ้าเธอหายมาหลายวัน ธีรวัสต้องตามหาเธอแน่ ๆ
เนื่องจากว่าเธอไม่ได้บอกกับธีรวัสไว้
วัลล์ลลีเงียบแล้วก็ไม่พูดอะไรอีกเลย
จากนั้นเธอจึงเดินเข้าไปในต้นไทร
ณ
โลกมนุษย์เวลาผ่านไป 5 วัน
ธีรวัสมารอวัลล์ลลีทุกวัน ที่ต้นไทรใหญ่หน้าหอสมุดแห่งชาติ
รอแล้วรอเล่าก็ไม่มีวี่แววว่าจะเห็นวัลล์ลลี
ด้วยความเป็นห่วงของธีรวัสจึงเข้าไปร้านกาแฟ
เพื่อที่จะไปถามโบตั๋นว่าวัลล์ลลีมาหาเธอไหม
“อ้าว ! คุณธีวันนี้ทำไมมาแต่เช้าจังค่ะ” โบตั๋นพูดด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม แล้วธีรวัสก็รีบถามโบตั๋นว่า
“วัลล์มาหาคุณบ้างไหมครับ” ธีพูดด้วยน้ำเสียงสั่นคลอน
“ไม่เห็นมาหลายวันแล้วค่ะ
คุณมีปัญหาอะไรกันหรือเปล่าค่ะ” โบตั๋นถามกลับ
“ไม่มีครับ
ล่าสุดเจอกันห้าวันที่แล้ว แต่ผมไม่เจอเธอหลายวันแล้ว
เป็นห่วงเธอกลัวว่าเธอจะเป็นอะไรครับ” สีหน้าธีมีความกังวลใจเป็นอย่างมาก
“ถ้าวัลล์ติดต่อมาฉันจะรีบบอกคุณนะคะ
คุณธี”
“ครับ โบตั๋น
ผมของตัวก่อนนะครับ” ธีรีบเดินไปอย่างรวดเร็ว
โดยที่ไม่สนใจใครทั้งสิ้น
ขณะที่ทำงานธีรวัสก็เหม่อลอย
เพราะเขาก็ไม่รู้ว่าจะไปตามหาวัลล์ลลีที่ไหนแล้ว ได้แต่เฝ้ารอให้เธอติดต่อกลับมา
ณ แดนเนรมิต
วัลล์ลลีอยู่ในต้นไทรจนครบอาทิตย์แล้ว พราหมณ์โฆษกะจึงให้อสูรมาตามเธอไปเช่นเคย
เมื่อถึงเวลาเที่ยงคืนก่อนที่วัลล์ลลีจะออกไปยังโลกมนุษย์
พราหมณ์โฆษกะได้บอกกับเธอไว้ว่า
“วัลล์ลลีเจ้าต้องทำยังไงก็ได้ไปเอาคัมภีร์กลับมาไว้ที่เดิม
ข้าเหลือมนุษย์เพียงสองร้อยคนเท่านั้น ข้าจะได้เป็นอมตะ
ถ้าเจ้าทำไม่ได้เจ้าจะถูกลงโทษอย่างหนัก” พราหมณ์โฆษกะมีน้ำเสียงที่โหดร้ายมากจนทำให้วัลล์ลลีกลัว
แล้วเธอจึงรับปากกับพราหมณ์โฆษกะว่าจะตามคืนให้ได้
วัลล์ลลีได้ออกมายังโลกมนุษย์อีกครั้ง
เธอเหลียบไปเห็นชายคนหนึ่งกำลังนั่งหลับอยู่หน้าหอสมุดแห่งชาติ
เธอรู้สึกคุ้นกับชายผู้นั้นเหลือเกิน เธอจึงเดินไปสะกิดเขา
ทันทีที่ชายผู้นั้นเห็นหน้าวัลล์ลลีจึงกระโดดกอดด้วยความดีใจ และพูดขึ้นว่า
“วัลล์คุณหายไปไหนมาผมมารอคุณอยู่นี้ทุกวัน
คุณรู้ไหมผมเป็นห่วงคุณมาก” ธีพูดพร้อมกับสวมกอดวัลล์อย่างแน่น
“ฉันขอโทษที่ไม่ได้บอกคุณ
ฉันกลับไปหาญาติที่ต่างจังหวัด ” วัลล์รู้สึกผิดที่ต้องโกหกธี
“คุณอย่าหายไปแบบนี้อีกนะครับ
ผมอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีคุณ” ธีพูดพร้อมทั้งคุกเข่าลงมาที่พื้นแล้วกอดเข่าของวัลล์
วัลล์ลลีจึงรีบนั่งลงและบอกให้ธีลุกขึ้น
จากนั้นทั้งสองจึงมานั่งที่เก้าอี้ ธีจึงถามวัลล์ว่า
“คุณทานอะไรหรือยังครับ”
วัลล์ยังไม่ทันตอบจึงถามคืนว่า
“แล้วคุณแหละค่ะ ทานอะไรหรือยัง”
“ยังครับ
ผมมานั่งรอคุณตั้งแต่เลิกงาน ยังไม่ได้ทานอะไรเลย” ธีพูดพร้อมกับมีเสียงท้องร้องดังขึ้น
“จ๊อก จ๊อก จ๊อก”
วัลล์ลลีจึงยิ้มออกมาอย่างกว้าง ๆ
เหมือนแอบหัวเราะอยู่ในใจ แล้วเธอจึงพูดว่า
“เราไปทานข้าวกันดีกว่าค่ะ”
วัลล์ลลีเดินจับมือธีรวัสไปที่รถ ทั้งสองจึงไปกินข้าวด้วยกันอย่างมีความสุข
กรการ
๒๙ กันยายน ๒๕๖๐

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น