กรการ(นามปากกา) นวนิยาย เรื่องคัมภีร์ล่ามนุษย์หลุดโลก ตอน 10 ยอมแลกชีวิต
ยอมแลกชีวิต
เมื่อวัลล์ลลีตัดสินใจที่จะช่วยธีรวัสก็แสดงว่าเธอเป็นคนอกตัญญูแก่ผู้มีพระคุณจึงทำให้พราหมณ์โฆษกะโกรธและไม่พอใจเธอมาก
เพราะเธอเปรียบเสมือนลูกของเขาคนหนึ่ง
ซึ่งพราหมณ์โฆษกะรักและคอยดูแลมาจนวัลล์ลลีเติบโต พราหมณ์โฆษกะจึงได้สั่งอสูร
“อสูร เอาตัวของวัลล์ลลีไป” อสูรวิ่งเข้ามาจับแขนวัลล์ลลี
“พี่อสูรปล่อยน้องเดี๋ยวนี้นะ” วัลล์ลลีขัดขืนจนผลักอสูรล้มลง
“วัลล์ลลีเจ้าหยุดเดี๋ยวนี้ ” เสียงพราหมณ์โฆษกะดังขึ้น
“พระอาจารย์วัลล์ยอมทุกอย่าง
แม้กระทั่งชีวิตวัลล์ก็ให้ได้ ขอแค่ปล่อยคุณธีไป” เธออ้อนวอนพราหมณ์โฆษกะ
“ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็ไปอยู่ในกรงขังกับมันเลย” พราหมณ์โฆษกะโมโหพร้อมชี้หน้าวัลล์ลลี
“แต่อย่างไรข้าก็ไม่ปล่อยมันไปเด็ดขาด”
“ได้เจ้าค่ะ
วัลล์ลลีจะเข้าไปและยอมแลกชีวิตของวัลล์เอง” วัลล์มีสีหน้าที่จริงจัง
และมีน้ำเสียงที่แข็งกระด้าง
จากนั้นวิหคบินเข้ามาและได้ห้ามวัลล์ลลีไว้
“วัลล์คิดให้ดีก่อนอย่าทำแบบนี้ ชีวิตน้องมีค่านะ” วิหคบินมาตรงหน้าวัลล์ลลี
“มันไม่มีค่าหรอกพี่วิหค
ถ้ามีก็เป็นแค่เกิดมาเพื่อเป็นเครื่องมือของพระอาจารณ์เท่านั้น”
“ไม่จริงเลยวัลล์พระอาจารย์มีเหตุผล วัลล์ก็รู้นิ” วิหคพยายามที่จะเตือนสติวัลล์ลี
แต่ดูเหมือนว่าวัลล์ลลีจะไม่เข้าใจกับจุดประสงค์ที่วิหคเตือน
เธอคิดเพียงแง่ลบ จึงส่งผลให้เธอไม่ฟังใครทั้งนั้น
พราหมณ์โฆษกะจึงไม่สามารถที่จะห้ามความคิดของวัลล์ลล์ได้
และคิดว่าความรักคงทำให้คนตาบอดจริง ๆ ไม่เห็นแม้แต่ผู้มีพระคุณ
พราหมณ์โฆษกะจึงสั่งให้อสูรนำตัววัลล์ลลีเข้าในกรงขัง
อสูรจับแขนวัลล์ลลีแน่นหนาแล้วโยนเธอเข้าไปในกรงขังตามคำสั่งของพราหมณ์โฆษกะ
เหลือรอแค่เวลาในวันพรุ่งนี้เท่านั้นที่พราหมณ์โฆษกะจะดูดพลังจากธีรวัส
พราหมณ์โฆษกะและอสูรจึงกลับไปยังอาศรม
เหลือแค่เพียงวิหคที่ไม่ยอมห่างจากกรงขังไปไหน เพราะเป็นห่วงวัลล์ลลี
วิหคทำได้เพียงแต่จ้องมองอยู่
การเลือกของวัลล์ลลีครั้งนี้ทำให้เห็นว่าเธอรักธีรวัสมากความรักของทั้งสองช่างเปรียบเสมือนกับกรงขัง
เพราะการที่ทั้งสองอยู่ด้วยกันไม่ห่างไปไหนก็เปรียบกับการถูกขังไว้ในกรง
อยู่ภายในการจำกัดพื้นที่มันจึงเป็นความทุกข์อย่างหนึ่ง ที่ว่า
รักกันแต่ไม่มีความสุขเนื่องจากอุปสรรค
ธีรวัสจึงได้ถามวัลล์ลลี
“ทำไมวัลล์ทำแบบนี้
ชีวิตวัลล์นั้นสำคัญและมีค่ากับผมนะ” ธีจับมือวัลล์ไว้แน่น
“ชีวิตของคุณก็มีค่าเช่นกัน
ฉันไม่อยากที่จะทำเหมือนกับมนุษย์คนอื่น ๆ ”
“และพระอาจารย์ของคุณล่ะ เขาก็จะไม่ตายหรอ
ถ้าเขาไม่ได้พลังของผม”
“ถ้าวัลล์ไม่เลือกคุณ
ก็ต้องก่อกรรมทำเข็นอยู่เช่นนี้จนกว่าจะครบหนึ่งพันคน”
“แต่ถ้าเขาได้ชีวิตผมไป
เขาก็จะเป็นอมตะแล้วไม่ต้องให้วัลล์ไปล่ามนุษย์อีกนะ” ธีพูดเตือนสติวัลล์
“ฉันยอมให้คุณเป็นแบบนั้นไม่ได้ ฉันต้องช่วยคุณ ”
วัลล์ลลีก็ยังคงยืนยันที่จะช่วยธีรวัสดังเดิม
แม้แลกด้วยชีวิตเธอก็ยอม แล้วทั้งสองก็ถูกขังไว้ด้วยกันแรมวัน
ณ โลกมนุษย์
พ่อและแม่ของธีรวัสก็ยังคงปฏิบัติธรรมนั่งสมาธิอยู่ที่วัด
เพื่อให้ลูกของตนนั้นรอดพ้นจากอันตราย ตามคำของหลวงตาได้ว่าไว้ ขณะที่พ่อและแม่ธีอยู่ที่วัด
พลจึงมาบอกเรื่องราวกับโบตั๋น แล้วทั้งสองค่อยมาที่วัด
“โบตั๋นคุณรู้เรื่องเกี่ยวกับเพื่อนคุณหรือยัง” พลมาหาโบตั๋นที่ร้านกาแฟ
“ไอ้ธีและคุณวัลล์หายตัวไปโดยไร้ร่องรอย” โบตั๋นตกใจอย่างแรง ถ้าถามพลต่อ
“หายไปได้ยังไง แล้วหายไปเมื่อไร
คุณบอกฉันมาเดี๋ยวนี้” โบตั๋นพยายามคลาดคั้นพล
“หายไปได้หลายวันแล้ว
กรณีนี้คล้ายคลึงกับคนที่หายไปหลายคนเมื่อหลายเดือนก่อน”
“แล้วเราจะช่วยทั้งสองได้ยังไง ” โบตั๋นเขย่าแขนพล
“คดีแบบนี้ยากมาก ผมไม่เคยเจอมาก่อนในชีวิต ผมว่าจะชวนคุณไปหาพ่อกับแม่ไอ้ธีที่วัด
คุณว่างไหม”
“ทำไมต้องไปวัด” โบตั๋นถามด้วยความสงสัย
“ณ ตอนนี้ในเมื่อทำอะไรไม่ได้
ก็ต้องพึ่งไสยศาสตร์เท่านั้น พ่อและแม่ไอ้ธีไปปฏิบัติธรรม”
“คุณมันเป็นน่ากลัวขนาดนั้นเชียวหรอ” โบตั๋นมีสีหน้าที่ซีดไปทันที
“เราไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ก็คงทำเท่าที่จะทำได้
คุณจะไปกับผมไหม”
“ไป ไป ไปค่ะไป” โบตั๋นตอบด้วยความมั่นใจ
มีครั้งนี้ที่พลและโบตั๋นไม่ทะเลาะกัน
ด้วยความเป็นห่วงเพื่อนของตนเอง จากนั้นพลและโบตั๋นจึงไปที่วัด ไปเจอพ่อและแม่ธีนั่งอยู่ต้นโพธิ์ทองภายในวัดริมฝั่งเมรุ
พลและโบตั๋นค่อย ๆ
เดินเข้าไปเพื่อที่จะไม่รบกวนคนอื่น ๆ ที่กำลังนั่งสมาธิ
เมื่อไปถึงจึงเรียกพ่อและแม่ธี
“คุณพ่อคุณแม่ครับ” พลพูดด้วยน้ำเสียงที่เบามาก
พ่อและแม่ธีจึงลืมตาขึ้น แล้วพูดว่า
“พลลูกมาตั้งแต่เมื่อไร” แม่ธีเป็นคนพูดก่อน
“คุณพ่อคุณแม่ครับ
เรื่องไอ้ธีกับวัลล์ยังไม่รู้ร่องรอยว่าหายไปไหน
แต่กรณีนี้เหมือนกับคดีที่ผ่านมาเดือนก่อน ที่มีคนหายไปโดยไม่ทราบสาเหตุครับ ”
พ่อธีจึงพูดขึ้น
“ป้าคนที่เป็นคนรับใช้ที่บ้านก็หายไปเช่นกัน แล้ว
ณ ตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าไปไหน แต่พ่อและแม่คิดว่าเขาคงกลับบ้านต่างจังหวัด
ก็เลยไม่ได้สนใจมากนัก”
“ผมว่าต้องมีอะไรอยู่เบื้องหลังแน่นอน
ที่คนหายไปโดยไม่ทราบสาเหตุแบบนี้”
“พ่อฝากด้วยนะลูก ได้ความคืบหน้าอะไรก็รีบมาบอกพ่อเลยนะ”
“ครับพ่อ” เมื่อพลพูดจบก็ขอตัวออกมาเพื่อที่จะไม่รบกวนท่านอื่น
หลังจากออกมาแล้วโบตั๋นจึงถามพลว่า
“คุณเราต้องทำอย่างไรถึงจะช่วยเพื่อนเราได้” โบตั๋นได้หยุดเดิน พลจึงหันมาแล้วพูดว่า
“คุณใจเย็น ๆ ก่อน ตอนนี้เราช่วยอะไรไม่ได้
ได้แต่ภาวนาให้ธีและวัลล์ปลอดภัย และรอให้ทั้งสองส่งข่าวกลับมาเท่านั้น” พลจับมือโบตั๋นด้วยความอบอุ่น
“คุณเราเข้าไปไหว้พระกันเถอะ” โบตั๋นชวนพล
“ได้สิคุณ” พลจึงจับมือโบตั๋นแล้วเดินไปในศาลา
ณ แดนเนรมิต
พราหมณ์โฆษกะได้ให้อสูรไปเอาตัววัลล์ลลีเพื่อที่จะกำจัดเธอ
เหตุที่พราหมณ์โฆษกะตัดสินใจเช่นนี้เพราะ วัลล์ลลีคงจะขัดขวางทุกวิธีทางเพื่อไม่ให้ดูดพลังของธีรวัส
“อสูรไปเอาตัววัลล์ลลีมาข้าจะกำจัดนางไปเสียก่อน” อสูรตกใจมากเมื่อได้ยินคำสั่งของพราหมณ์โฆษกะ
จึงถามซ้ำ
“พระอาจารย์จะฆ่าวัลล์ลลีจริงหรอขอรับ” อสูรหันไปคลุกเข่าพร้อมทั้งพนมมือ
“จริงสิ ถามอยู่ได้เจ้าไปเอาตัวนางมาให้ข้าเดี๋ยวนี้” พราหมณ์โฆษกะชี้หน้าสั่งอสูร
อสูรจึงทำได้แต่พยักหน้า
แล้วรีบวิ่งลงจากอาศรมไปที่กรงขัง
“วัลล์ลลีพระอาจารย์ให้มาตามเจ้าไปที่อาศรม”
“ให้น้องไปทำไมพี่อสูร” วัลล์ลลีถามด้วยความสงสัย
“ไปเถอะน๊า ถ้าเจ้าอยากให้ชายผู้นี้รอด” อสูรโกหกวัลล์ลลีให้ตามมา
วัลล์ลลีก็ตามมาแต่โดยดีทั้งที่ไม่รู้ว่าตนโดนหลอกให้มาฆ่า
ในใจอสูรก็ไม่อยากที่จะทำเช่นนี้แต่อสูรไม่สามารถขัดคำสั่งพราหมณ์โฆษกะได้
เมื่อมาถึงอาศรมวัลล์ลลีได้ขึ้นไป
แล้วนั่งลงข้างหลังพราหมณ์โฆษกะจึงถามขึ้นว่า
“พระอาจารย์จะปล่อยคุณธีไปแล้วใช่ไหมค่ะ” น้ำเสียงของเธออ้อนวอน
“ใครบอกเจ้าว่าข้าจะปล่อยมันไป” พราหมณ์โฆษกะมีน้ำเสียงที่เข้มและน่ากลัวมาก
“ไหนพี่อสูรบอกว่าถ้าอยากให้คุณธีปลอดภัยให้ตามมาหาพระอาจารย์ที่อาศรมไง”
วัลล์ลลีมองหน้าอสูร
อสูรเงียบไปไม่ตอบอะไรทั้งสิ้น
เพราะรู้ว่าที่ตนทำนั้นคือการโกหก
“พี่อสูรโกหกวัลล์ใช่ไหม” วัลล์ตะคอกใส่อสูรได้แต่นิ่งเงียบ
“อสูรมัดแขนและขาของนางไว้เสาต้นกลางอาศรมนี้” อสูรลุกขึ้นมาจับตัววัลล์ลลีไปที่เสาทันที
เมื่อร่างของวัลล์ลลีถูกมัดไว้ที่ต้นเสาราวกับนักโทษคนที่ทำความผิดมาร้ายแรง
เธอไม่สามารถขยับตัวไปไหนได้ จึงยอมจำนนต่อชะตากรรม
วัลล์ลลียืนตัวแข็งอยู่พร้อมทั้งน้ำตาไหลนองหน้า
แต่เธอก็ทำตัวแข็งแรงเพื่อด้านแรงกดดันจากพราหมณ์โฆษกะ
จากนั้นพราหมณ์พราหมณ์โฆษกะจึงได้ทำพิธีเอาคัมภีร์กับคืนมายังแดนเนรมิต
เมื่อคัมภีร์อมตะอาถรรพ์มาอยู่ ณ
ตั้งหน้าแล้ว พราหมณ์โฆษกะจึงเปิดไปยังหน้ามีคาถาที่จะทำร้ายวัลล์ลลี
มีการสร้างขึ้นมาได้ก็ต้องมีการทำลายได้เช่นกัน
พราหมณ์โฆษกะได้เปิดไปยังหน้านั้น
เมื่อเห็นรูปวัลล์ลลีจึงนึกถึงตอนที่เธอยังเป็นเด็กไร้เดียงสา มีแต่ความบริสุทธิ์
สั่งให้ทำอะไรก็ไม่มีเถียงสักคำ สอนวิชาคาถาให้เธอได้เรียนรู้
รอยยิ้มของเด็กน้อยในวันนั้นช่างทำให้เขามีความสุขเหลือเกิน
ภาพทุกอย่างร่องรอยมาในหัวสมองเขามากขึ้นเรื่อย
ๆ แล้วพราหมณ์โฆษกะจึงหันมาหาวัลล์ลลี มองไปที่ดวงตาที่เปียกไปด้วยคราบน้ำตา
เขาจึงเกิดความสงสารเธอ เพราะความรักที่มีให้นั้นจึงไม่สามารถทำพราหมณ์โฆษกะฆ่าเธอได้
พราหมณ์โฆษกะจึงได้พูดขึ้นว่า
“อสูรแก้มัดวัลล์ลลี” วัลล์ลลีรีบเงยหน้าขึ้นมามองพราหมณ์โฆษกะ
“ขอรับพระอาจารย์”อสูรรีบแก้มัดทันที
วัลล์ลลีจึงคลุกเข่าลงกับพื้นแล้วถามพราหมณ์โฆษกะ
“พระอาจารย์เพราะเหตุใดจึงไม่ฆ่าวัลล์ซะ” เธอพูดพร้อมทั้งก้มกราบ
“ข้าเป็นสร้างเจ้าขึ้นมา
ข้าก็รักเจ้าดั่งลูกข้าไม่สามารถทำลายเจ้าได้”
เมื่อพราหมณ์โฆษกะพูดเสร็จจึงให้อสูรนำตัววัลล์ลลีออกไป
เพราะไม่อยากที่จะให้เธอเห็นความอ่อนแอของเขา
วัลล์ลลีมาจากที่อาศรมแล้วก็เดินตรงไปที่ต้นไทร
พยายามคิดและทบทวนกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมด
ว่าตนจะอกัตญญูกับผู้ที่มีพระคุณของเธอได้เชียวหรอ
ทำให้วัลล์ลลีหนักใจมากขึ้นกว่าเดิมหลายร้อยหลายพันเท่า
เธอจึงเก็บตัวอยู่ในต้นไทรไมไปหาธีที่กรงขัง
พราหมณ์โฆษกะพลังเริ่มที่จะหมดลง
เนื่องจากไม่ได้รับการดูดพลังของมนุษย์มานาน ถึงแม้ว่าได้รับพลังมาจากมนุษย์หลายร้อยคนแต่ถ้าห่างหายมานานก็จะทำให้พลังเริ่มเสื่อมถอยเรื่อย
ๆ เขารู้สึกว่าอยู่ไม่ได้แล้วจึงให้อสูรจับตัวธีรวัสไปที่ลานกว้างเพื่อจะดูดพลัง
กรการ
๐๙ ตุลาคม ๒๕๖๐

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น